
⚡ คำตอบ 30 วินาที: การตั้งราคาขายส่งสินค้านำเข้าจีนให้โตได้ ต้องเริ่มจากคิด ต้นทุนเต็ม ก่อน — ราคาสินค้า + ค่าบริการในจีน + ค่าขนส่ง (KG หรือ CBM) + VAT 7% + ค่าแพ็ค/ของเสีย — แล้วค่อยวางราคา 3 ชั้น (ปลีก / ส่ง / ตัวแทน) โดยให้ชั้นต่ำสุดยังเหลือกำไรขั้นต้น 25-35% เพื่อมีเงินไป reinvest ขยายสต็อกและทีม ไม่ใช่แค่ขายได้แต่ไม่เหลือเงินต่อยอด
พ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ 8 ใน 10 ราย พลาดเรื่องเดียวกันตอนเริ่มนำเข้าสินค้าจากจีน — ตั้งราคาจากราคาหน้าเว็บ 1688 บวกกำไรนิดหน่อย แล้วลืมว่ายังมีค่าขนส่ง KG/CBM, VAT, ค่าแพ็ค และของเสียซ่อนอยู่ ผลคือยอดขายดูสวย แต่พอสิ้นเดือนเงินไม่เหลือไปสั่งล็อตใหม่ OTE ให้บริการมาตั้งแต่ปี 2557 ดูแลพ่อค้าแม่ค้ากว่า 50,000 ราย และเคยเห็นเคสนี้ซ้ำๆ จนเข้าใจว่าปัญหาไม่ใช่ของไม่ดี แต่เป็นการตั้งราคาที่ลืมต้นทุนแฝง บทความนี้ (อัปเดต พ.ค. 2026) จะสอนคิดต้นทุนเต็มแล้ววางโครงราคา 3 ชั้นแบบที่เหลือกำไรพอขยายจริง
🎯 ใครควรอ่านบทความนี้?
ตามตรงนะ ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ขายไม่ได้ — แต่อยู่ที่ขายแล้วไม่เหลือเงินไปลงทุนต่อ ลองนึกภาพ คุณสั่งของจาก 1688 มา 100 ชิ้น ทุนหน้าเว็บ 30฿ บวกขายไป 60฿ ดูเหมือนกำไรเท่าตัว แต่พอหักค่าขนส่ง KG, VAT 7%, ค่าแพ็ค และของที่เสียระหว่างทาง กำไรจริงอาจเหลือแค่ 8-10฿/ชิ้น
เงินกำไรก้อนเล็กนั้นพอจ่ายค่ากินอยู่ แต่ไม่พอสั่งล็อตที่ใหญ่ขึ้น ไม่พอจ้างคนแพ็ก ไม่พอยิงแอด Shopee / Lazada / TikTok Shop ธุรกิจเลยค้างอยู่ที่เดิม การตั้งราคาที่ดีต้องเผื่อ "เงินไปต่อ" ตั้งแต่บรรทัดแรก ไม่ใช่หวังว่ายอดเยอะแล้วกำไรจะตามมาเอง
ก่อนตั้งราคาขายส่ง ต้องรู้ ต้นทุนเต็ม (landed cost) ต่อชิ้นก่อน ซึ่งประกอบด้วย 5 ส่วน:
ค่าขนส่งจีน-ไทยคิดได้ 2 แบบ — ตามน้ำหนัก (KG) หรือตามปริมาตร (CBM) ระบบจะเลือกแบบที่ "แพงกว่า" ให้อัตโนมัติ ดังนั้นของเบาแต่ใหญ่ (เช่น หมอน ตุ๊กตา) มักโดนคิด CBM ส่วนของหนักแต่เล็ก (เช่น อะไหล่ น็อต) คิด KG กับ OTE Connect อัตราขึ้นกับ Level ของบัญชี: ลูกค้าใหม่ LV.1 อยู่ที่ 42฿/KG หรือ 7,700฿/CBM พอยอดสะสมขึ้น LV.3 Platinum จะลดเหลือ 29฿/KG หรือ 5,500฿/CBM (อ้างอิงอัตรา พ.ค. 2026) ตรงนี้คือเหตุผลที่ยิ่งสั่งเยอะต่อเนื่อง ต้นทุนต่อชิ้นยิ่งถูกลง วิธีคิดง่ายสุดคือกรอกตัวเลขใน เครื่องคำนวณค่าขนส่งจีน-ไทย ก่อนสั่งทุกครั้ง
เมื่อได้ต้นทุนเต็มแล้ว ให้วางราคา 3 ชั้น เพื่อรองรับทั้งคนซื้อปลีกและคนที่จะมาเป็นตัวแทน — แต่ละชั้นต้องเหลือกำไรคนละระดับ
หลักคิดคือ ราคาปลีก เป็นเพดานบน (ลูกค้ายอมจ่ายเพราะได้ของชิ้นเดียว สะดวก) ส่วน ราคาตัวแทน เป็นพื้น — ต่ำสุดเท่าที่ยังเหลือกำไร 25-35% ห้ามต่ำกว่านี้ เพราะถ้าตัวแทนได้ราคาเกือบเท่าทุน คุณจะไม่เหลือเงินซัพพอร์ตเขา (ส่งของ เคลม รีสต็อก) เคยมีลูกค้าถามว่าทำไมเปิดตัวแทนแล้วยิ่งเหนื่อยยิ่งจน — คำตอบคือตั้งราคาตัวแทนต่ำเกินจนไม่เหลือ margin บริหาร
พูดให้ชัด — กำไรที่ตั้งไว้ต้องเผื่อ 3 ก้อนเสมอ ไม่ใช่เอาเข้ากระเป๋าหมด:
อันนี้สำคัญ — ช่วงตรุษจีน 2026 (กลางเดือน ก.พ.) โรงงานจีนปิด 7-10 วัน ทีม OTE ที่โกดัง Guangzhou ต้องเตรียมปิดตู้ล่วงหน้า คนที่ไม่เผื่อเงินสำรองมักเจอปัญหาของขาดสต็อกพอดีช่วงพีค ถ้าตั้งราคาเหลือ margin บางเกินไป จะไม่มีกันชนรับมือจังหวะแบบนี้ อยากดูภาพรวมการนำเข้าทั้งระบบ อ่านเพิ่มที่ คู่มือนำเข้าสินค้าจากจีน 2026 ฉบับครบจบ
เคสจริง (ปรับตัวเลขเพื่อความเป็นส่วนตัว): ลูกค้ารายหนึ่งสั่งเสื้อจาก 1688 ล็อต 300 ตัว มาลองดูว่าต้นทุนเต็มกับราคา 3 ชั้นออกมาเท่าไหร่
| รายการ | ต่อตัว |
|---|---|
| ราคาสินค้า (1688) | 35 ฿ |
| ค่าบริการในจีน + แพ็ก | 4 ฿ |
| ค่าขนส่ง (KG, LV.1) | 9 ฿ |
| VAT 7% + ของเสียเผื่อ | 4 ฿ |
| ต้นทุนเต็ม/ตัว | 52 ฿ |
จากต้นทุนเต็ม 52฿ วางราคา 3 ชั้นได้แบบนี้: ตัวแทน 75฿ (กำไร 44%), ส่ง 90฿ (กำไร 73%), ปลีก 159฿ (กำไร 206%) จะเห็นว่าแม้ราคาตัวแทนต่ำสุด ก็ยังเหลือ 23฿/ตัว × 300 = 6,900฿ ต่อล็อต พอเอาไปสั่งล็อตถัดไปได้จริง นี่แหละความต่างระหว่าง "ขายได้" กับ "ขายแล้วโต" ใครอยากเห็นว่าธุรกิจนี้ทำรายได้จริงแค่ไหน ลองอ่าน ขายของออนไลน์ให้มีรายได้มากกว่างานประจำ
ไม่ต้องคิดทุกอย่างในหัว ระบบ OTE มีเครื่องมือช่วยให้ตั้งราคาง่ายขึ้น:
OTE ให้บริการขนส่ง 2 รูปแบบ คือทางรถ (10-15 วัน) และทางเรือ (20-25 วัน) นับจากวันปิดตู้ที่โกดังจีน เลือกตามว่าของเร่งหรือเน้นประหยัด แล้วเอาตัวเลขจริงมาใส่ในต้นทุนเต็มก่อนตั้งราคาทุกครั้ง
| ตั้งราคาส่งกำไรกี่ % ดี? | ราคาส่ง 35-45% ตัวแทน 25-35% ปลีก 55-70% |
| ต้นทุนเต็มรวมอะไรบ้าง? | สินค้า + บริการจีน + ขนส่ง KG/CBM + VAT 7% + แพ็ค/ของเสีย |
| ค่าขนส่งคิด KG หรือ CBM? | ระบบเลือกแบบที่แพงกว่าให้อัตโนมัติ |
แนะนำไม่ต่ำกว่ากำไรขั้นต้น 25% จากต้นทุนเต็ม เพราะคุณยังต้องเหลือเงินซัพพอร์ตตัวแทน (ส่งของ เคลม รีสต็อก) ถ้าต่ำกว่านี้มักจบที่ยิ่งขายยิ่งเหนื่อยแต่ไม่มีกำไรไปต่อ
ควรเผื่อไว้เสมอ โดยเฉพาะถ้าเป็นนิติบุคคลและต้องออกใบกำกับภาษี การเผื่อ VAT ตั้งแต่ต้นทำให้ราคาขายไม่เพี้ยนภายหลัง
ของเบาแต่ใหญ่มักโดนคิดค่าขนส่งแบบ CBM ซึ่งแพงกว่า KG ต้องกรอกขนาดจริงในเครื่องคำนวณก่อน แล้วบวกค่าขนส่ง CBM เข้าต้นทุนเต็ม ไม่งั้นจะตั้งราคาต่ำเกินจริง
ต่างพอควร เพราะ Level บัญชี OTE Connect จะขยับขึ้นตามยอดสะสม ทำให้ค่าขนส่งต่อ KG ลดลง (จาก 42฿ ไป 29฿) ยิ่งสั่งต่อเนื่อง ต้นทุนต่อชิ้นยิ่งถูก ตั้งราคาแข่งได้ง่ายขึ้น
ไม่ต้องขึ้นราคาตามอารมณ์ แต่ควรตุนสต็อกล่วงหน้าและเผื่อเงินสำรอง เพราะโรงงานจีนปิด 7-10 วันช่วงกลาง ก.พ. 2026 ของอาจส่งช้าและค่าระวางผันผวน
ลูกค้าปลีกจ่ายเพื่อความสะดวกและความเชื่อใจ ถ้าภาพสินค้าและบริการดี ราคาปลีกสูงกว่าทุน 2-3 เท่าเป็นเรื่องปกติในตลาด Shopee/Lazada สำคัญคือเล่าคุณค่าให้ตรง ไม่ใช่ตัดราคาแข่งจนไม่เหลือกำไร
นิติบุคคล authorized · ออกใบกำกับภาษีได้ · เคลียร์ตู้คอนเทนเนอร์จากจีนทุกวัน
📝 สมัครใช้ระบบ OTE ฟรี💬 LINE @ote.co
หรือโทรสอบถาม 094-792-8987
📝 เขียนโดย: ทีม OTE Content · บริษัท โอ-ที-อี จำกัด (DBD 0125562032456)
🕐 อัปเดตล่าสุด: 27 พฤษภาคม 2026 · เผยแพร่: 27 พฤษภาคม 2026
บทความนี้รวบรวมจากเคสจริงที่ทีม OTE ดูแลออเดอร์ในแต่ละวัน · ตัวเลขค่าขนส่งอ้างอิงระบบ OTE Connect และ OTE Shipping ID ที่ใช้งานจริง